![]() |
|
|||||||||||||||||||||||||||||||
| Home > Knowledge Center > ระบบระบายควันในเอเทรียม | |||||||||||||||||||||||||||||||
การประชุมใหญ่วิชาการทางวิศวกรรม
ประจำปี 2539
Chakrapan Pawangkarat
บทคัดย่อ อาคารห้างสรรพสินค้าและอาคารขนาดใหญ่ทั่วไปนิยมมีช่องเปิดระหว่างชั้นหรือที่เรียกว่าเอเทรียม (Atrium) ซึ่งอาจเปิดต่อเนื่องกัน 2 ชั้น หรืออาจมากกว่า 10 ชั้นก็ได้ ช่องเปิดเหล่านี้เป็นช่องทางการแพร่ของควันที่สำคัญขณะเกิดเพลิงไหม้ ทำให้ควันสามารถแพร่กระจายไปได้ทั่วทั้งอาคารในเวลารวดเร็ว หากไม่มีการป้องกันอย่างเหมาะสม ระบบระบายควันในเอเทรียม เป็นระบบที่ใช้ในการป้องกันไม่ให้ ควันแพร่กระจายไปทั่วทั้งอาคารเมื่อเกิดเพลิงไหม้ แต่อย่างไรก็ตามระบบระบายควันในเอเทรียมที่ดีจำเป็นต้องได้รับการวิเคราะห์ถึงกลไกการเคลื่อนที่ของควันอย่างรอบคอบ และได้รับการออกแบบอย่างถูกต้องเหมาะสม มิใช่เพียงแต่ติดตั้งพัดลมอยู่ที่จุดสูงสุด แล้วดูดลมด้วยอัตรา 6 Air change per hour เท่านั้น ผู้เขียนหวังว่าข้อมูลในบทความนี้ คงจะมีส่วนช่วยกระตุ้น และมีส่วนร่วมในการทำให้อาคารห้างสรรพสินค้า และอาคารขนาดใหญ่ มีความปลอดภัยต่อสาธารณชนมากยิ่งขึ้น ABSTRACT Atrium or a large volume space created by a floor opening or series of floor openings connecting two or more stories has become a popular architectural feature in shopping complex and large building in recent years. In case of fire,these openings will be smoke paths unless there is an appropriate means of protection. Smoke exhaust system in atrium is intented to limit the spread of smoke in case of fire. However an effective system is needed to have a good engineering analysis, not only the system which is installed a fan on the top of atrium and exhausted at the rate of 6 air changes per hour. The author hopes that the information in these paper will encourage everybody involved to develop the buildings which have more safety for the public. บทนำ เหตุการณ์เพลิงไหม้เป็นเหตุการณ์ที่นำมาซึ่งความสูญเสียอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าหากเกิดขึ้นในอาคารสาธารณะ การจำกัดความสูญเสียที่เกิดจากเหตุการณ์เพลิงไหม้ที่สำคัญก็คือ การออกแบบให้อาคารเหล่านั้นเตรียมพร้อมสำหรับเหตุการณ์เพลิงไหม้ ไม่ว่าจะเป็นเชิงรับ (Passive) และเชิงรุก (Active) อาคารที่มีการเตรียมการในเชิงรับที่ดีก็คือ อาคารที่ได้รับการออกแบบให้มีเส้นทางการหนีไฟที่เพียงพอและเหมาะสม มีวัสดุติดไฟน้อย เป็นต้น สำหรับอาคารที่มีการเตรียมการเชิงรุกที่ดีก็คือ อาคารซึ่งมีระบบดับเพลิงทั้งแบบสายฉีดดับเพลิงและหัวฉีดน้ำอัตโนมัติ, มีระบบสัญญาณเตือนอัคคีภัย, มีระบบช่วยเหลือพนักงานดับเพลิง เช่น ลิฟต์สำหรับพนักงานดับเพลิงและอุปกรณ์สำหรับพนักงานดับเพลิงที่บริเวณต่างๆ, การมีระบบควบคุมควัน เช่น ระบบอัดความดันในบันไดหนีไฟ, ระบบอัดความดันในโถงลิฟต์ดับเพลิง, ระบบควบคุมควันแบบแบ่งเขต, ระบบระบายควันในเอเทรียม เป็นต้น จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่า อาคารที่เตรียมการเพื่อความปลอดภัยเป็นอย่างดี จะต้องมีส่วนประกอบร่วมกันทั้งการเตรียมการเชิงรับและเชิงรุก เพราะว่าการเตรียมการในเชิงรับอย่างเดียวไม่เป็นการเพียงพอสำหรับอาคารขนาดใหญ่ ขณะที่การเตรียมการเชิงรุก จะต้องได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากการเตรียมการเชิงรับ ระบบระบายควันในเอเทรียม เป็นตัวอย่างหนึ่งของการร่วมกันระหว่างการเตรียมการเชิงรับและเชิงรุก กล่าวคือ ระบบระบายควันในเอเทรียมจำเป็นจะต้องได้รับการวิเคราะห์ทางวิศวกรรมอย่างรอบคอบและจำเป็นจะต้องได้รับการออกแบบทางสถาปัตยกรรมที่สอดคล้องกันด้วย เอเทรียม ปัจจุบันเอเทรียมเป็นที่นิยมกันมากในงานสถาปัตยกรรม แต่เอเทรียมมีประวัติความเป็นมาตั้งแต่สมัยโรมัน ความหมายเดิมของเอเทรียมหมายถึงลานที่อยู่ระหว่างอาคาร ในปัจจุบันได้มีการใส่หลังคาหรือเพดานอยู่เหนือลานกว้างซึ่งก็คือ เอเทรียมในสมัยใหม่นั่นเอง ถ้าไม่มีหลังคาอันตรายจากไฟก็จะเกิดขึ้นเมื่อไฟลุกลามที่ด้านข้างของอาคาร แต่การมีหลังคาในปัจจุบันทำให้เกิดการปิดอย่างมิดชิดซึ่งจะเก็บความร้อนและควันไฟไว้ภายใน และเนื่องมาจากการที่เอเทรียมในปัจจุบันมีหลังคาทำให้ผนังโดยรอบของเอเทรียมสามารถเปิดเข้าสู่เอเทรียมได้โดยไม่ต้องกลัวสภาวะอากาศ การที่มีช่องเปิดเข้าสู่เอเทรียมมากขึ้นก็ยิ่งเป็นการเพิ่มโอกาสให้มีการเคลื่อนที่ของไฟและควันมากยิ่งขึ้นทั้งในแนวดิ่งและแนวระดับ Hiotaky (1988) [1] ได้แบ่งเอเทรียมตามจำนวนด้านที่ติดกับพื้นที่ต่อเนื่องดังนี้ แบบเรือนกระจก(Conservatory) คือเอเทรียมที่มีหนึ่งด้านติดกับพื้นที่ต่อเนื่อง , แบบสองด้าน(Two-sided) คือมีสองด้านติดกับพื้นที่ต่อเนื่อง , แบบสามด้าน(Three-sided) คือมีสามด้านติดกับพื้นที่ต่อเนื่อง และ แบบสี่ด้าน(Four-sided) คือมีทั้งสี่ด้านติดกับพื้นที่ต่อเนื่องหรือเป็นแบบที่อยู่ภายในอาคารนั่นเอง Hiotaky ยังได้แบ่งเอเทรียมโดยรูปแบบของเอเทรียมภายในอาคารไว้คือ แบบตามยาว(Linear)คือเอเทรียมที่มีลักษณะแคบแต่ยาว โดยทั่วไปจะมีพื้นที่ต่อเนื่องอยู่สองด้าน แบบเชื่อมต่อ(Bridging) คือเอเทรียมที่เชื่อมต่ออยู่กับสองอาคารเพื่อเป็นหลังคาให้กับพื้นที่ที่อยู่ระหว่างอาคาร ในบางอาคารอาจมีเอเทรียมมากกว่าหนึ่งได้แก่ แบบหลายเอเทรียมซึ่งอยู่ในระดับเดียวกัน(Multiple Lateral)คือ แบบที่มีเอเทรียมหลายเอเทรียมอยู่ในระดับเดียวกัน อาจเชื่อมต่อถึงกันด้วยก็ได้ และ แบบหลายเอเทรียมในแนวดิ่ง(Multiple Vertical)คือ แบบที่มีเอเทรียมหลายเอเทรียมเรียงต่อกันในแนวดิ่ง โดยทั่วไปจะไม่ต่อเนื่องถึงกัน
วัตถุประสงค์ของระบบระบายควันในเอเทรียม วัตถุประสงค์ของระบบระบายควันในเอเทรียมคือ
หลักในการออกแบบ กรณีไฟไหม้ในเอเทรียม
กรณีไฟไหม้ในพื้นที่ต่อเนื่อง
การจัดการควันในเอเทรียม กรณีเพลิงไหม้ในเอเทรียม
กรณีเพลิงไหม้ในพื้นที่ต่อเนื่อง
การจัดการควันในพื้นที่ต่อเนื่อง กรณีเพลิงไหม้ในเอเทรียม
กรณีเพลิงไหม้ในพื้นที่ต่อเนื่อง
อัตราการระบายควัน [4],[5] ทั่วไป
รูปแบบควันแบบสมมาตรตามแกน (Axisymmetric plumes)
เพื่อที่จะเปลี่ยน mp จากอัตราไหลเชิงมวล (kg/s) ไปเป็นอัตราไหลเชิงปริมาตร (m3/s) ให้ใช้สมการดังนี้
โดยที่
รูปแบบควันจากระเบียง (Balcomy Spill Plumes) อัตราไหลเชิงมวลของควัน (mp) จะคำนวณโดยใช้สมการดังต่อไปนี้
โดยที่
รูปแบบควันจากหน้าต่าง อัตราไหลเชิงมวลของควันจะคำนวณโดยใช้สมการดังต่อไปนี้
โดยที่
ควันที่สัมผัสกับผนัง เมื่อควันแบบสมมาตรตามแกนสัมผัสกับผนังที่อยู่โดยรอบ อาจจะพิจารณาให้อัตราไหลเชิงมวลมีค่าคงที่ นับตั้งแต่จุดที่สัมผัสผนังขึ้นไป การใช้เงื่อนไขนี้ จะต้องคำนวณเส้นผ่านศูนย์กลางของควันโดยใช้สมการดังต่อไปนี้
โดยที่
ขนาดไฟที่ใช้ออกแบบ (Design Fire) [4],[5] ทั่วไป ขนาดไฟที่ใช้ออกแบบจะต้องมีค่า Q ไม่น้อยกว่า 5275 kW ถ้าหากไม่ได้ทำการวิเคราะห์ในเชิงเหตุผล การวิเคราะห์ในเชิงเหตุผล (Rational Analysis) 1 ส่วนประกอบที่ต้องพิจารณา การวิเคราะห์ทางวิศวกรรมจะต้องรวมถึงคุณลักษณะของเชื้อเพลิง, ปริมาณเชื้อเพลิง, ผลเนื่องจากไฟว่าเป็นแบบคงตัว (Steady) หรือไม่คงตัว (Unsteady) 2 ระยะแบ่ง (Separation Distance) การกำหนดขนาดไฟที่ใช้ออกแบบจะต้องรวมพิจารณาถึงชนิดของเชื้อเพลิง, ตำแหน่งและระยะห่างของเชื้อเพลิง และจะต้องเพิ่มขนาดไฟที่ใช้ออกแบบถ้าหากมีวัสดุที่สามารถติดไฟได้อยู่ภายในระยะแบ่ง ซึ่งกำหนดโดย
โดยที่
อัตราส่วนของระยะแบ่ง ต่อ รัศมีเทียบเท่าของเชื้อเพลิง จะต้องไม่น้อยกว่า 4 โดยที่ รัศมีเทียบเท่าของเชื้อเพลิง คือ รัศมีของวงกลมที่มีพื้นที่เท่ากับพื้นที่ของเชื้อเพลิง สมมติฐานความร้อนจากไฟ การวิเคราะห์จะต้องใช้ข้อมูลที่ดีที่สุดเท่าที่มี และจะต้องไม่กำหนดวัสดุที่สามารถติดไฟได้น้อยเกินไป สำหรับสำนักงาน อัตราความร้อนจะต้องไม่น้อยกว่า 284 kW/m2 สำหรับพื้นที่ค้าขายหรืออยู่อาศัย อัตราความร้อนจะต้องไม่น้อยกว่า 567 kW/m2 สมมติฐานประสิทธิภาพของหัวฉีดน้ำดับเพลิงอัตโนมัติ อาจจะตั้งสมมติฐานได้ว่าผลของหัวฉีดน้ำดับเพลิงอัตโนมัติจะทำให้ไฟหยุดการขยายตัว ณ เวลาที่หัวฉีดน้ำดับเพลิงอัตโนมัติทำงาน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการวิเคราะห์ในทางวิศวกรรม
รูปแบบทางสถาปัตยกรรมที่เหมาะสมสำหรับการควบคุมควันในเอเทรียม รูปแบบทางสถาปัตยกรรมที่เหมาะสมได้แก่
จากที่แสดงมาทั้งหมดจะเห็นว่าการจัดเตรียมให้มีพื้นที่รับควัน (Smoke Reservoir) มีความสำคัญอย่างมาก เพราะเมื่อเกิดเพลิงไหม้กว่าที่จะระบบสัญญาณเตือนอัคคีภัยจะตรวจจับได้แล้วสั่งให้พัดลมระบายควันทำงาน อาจกินเวลาถึง 90 วินาที ซึ่งหากไม่มีพื้นที่รับควันในช่วง 90 วินาทีแรกนั้น ควันก็จะแพร่กระจายไปทั่วชั้นบนสุด กรณีดังกล่าว แสดงให้เห็นว่า การออกแบบระบบควบคุมควันในเอเทรียม จำเป็นที่จะต้องได้รับการวางแผนที่ดีตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของการออกแบบอาคาร โดยการประสานงานกันอย่างใกล้ชิดระหว่างสถาปนิกกับวิศวกรเครื่องกล มิฉะนั้นแล้วอาจจะไม่มีระบบควบคุมควันแบบใดเลยที่จะสามารถควบคุมควันในเอเทรียมเหล่านั้นได้ จากประสบการณ์ที่ผู้เขียนพบมา พบว่าเอเทรียมจำนวนมากไม่มีพื้นที่รับควันที่ส่วนบนเช่น เอเทรียมที่เพดานอยู่ในระดับเดียวกับเพดานของพื้นที่ต่อเนื่องชั้นบนสุด พบมากในห้างสรรพสินค้า อาคารสำนักงานและโรงแรมทั่วๆไป ส่วนใหญ่แล้วการวางรูปแบบทางสถาปัตยกรรมในส่วนของเอเทรียมก็มักจะทำกันตั้งแต่ช่วงต้นของการออกแบบ แต่โชคไม่ดีนักที่วิศวกรเครื่องกลมักจะยังไม่มีส่วนร่วมในขั้นตอนนั้น เมื่อแบบมาถึงมือวิศวกรเครื่องกลก็จะอยู่ในช่วงที่การแก้ไขรูปแบบเป็นไปได้ยาก ดังนั้นระบบควบคุมควันที่พบทั่วไป จึงไม่สามารถควบคุมไม่ให้ควันแพร่กระจายที่ชั้นบนสุดได้ แต่อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าไม่มีพื้นที่รับควันที่ส่วนบนสุดของเอเทรียม การจัดให้มี Smoke Barrier บางส่วนติดอยู่ที่เพดานรอบๆ เอเทรียม ก็สามารถช่วยในการควบคุมการเคลื่อนที่ของควันได้มาก การที่มี Smoke Barrier ลึก 500 มม. หมายความว่า ทุกๆ พื้นที่หนึ่งตารางเมตรสามารถรับควันได้ 0.5 ลูกบาศก์เมตร ดังนั้นถ้าชั้นที่เกิดเพลิงไหม้มีพื้นที่ 5,000 ตารางเมตร ก็จะสามารถรับควันไว้ได้ถึง 2,500 ลูกบาศก์เมตร ทีเดียว ข้อพึงระวังก็คือ ความลึกของ Smoke Barrier จะต้องไม่มากเกินไปจนทำให้ระดับของชั้นควันต่ำลงมาถึงระดับที่คนใช้งาน โดยทั่วไปจะต้องไม่ต่ำกว่าระดับ 2 เมตรจากพื้น
บทส่งท้าย เนื่องมาจากโดยทั่วไปเอเทรียมมักจะเป็นที่สาธารณะที่มีผู้คนจำนวนมากใช้งาน ดังนั้นการวิเคราะห์ทางหนีไฟร่วมกับการใช้ระบบระบายควันในเอเทรียมจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง การออกแบบเอเทรียมที่ดีจึงมิใช่แต่เพียงการออกแบบให้โอ่โถง, สง่างาม, ยิ่งใหญ่ หรือ หรูหรา เท่านั้น แต่เอเทรียมที่ดีนั้นจะต้องปลอดภัยสำหรับผู้ที่ใช้งานด้วย นอกจากรูปแบบที่เหมาะสมของเอเทรียมแล้ว การวิเคราะห์ทางวิศวกรรมอย่างรอบคอบก็เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง ความรู้เก่าๆ ที่ใช้อัตราการระบายควัน 6 Air Change per Hour กับเอเทรียมทุกๆ เอเทรียม ไม่เป็นการเพียงพออีกต่อไป [3],[4],[5] การวิเคราะห์จะต้องพิจารณาถึงความสูงของเอเทรียม, ขนาดไฟที่เกิดขึ้น, ความกว้างหรือแคบของเอเทรียม, ระดับความสูงที่ยอมได้ของชั้นควัน รวมไปถึงเวลาที่ใช้ในการอพยพคน นอกจากนี้ระบบระบายควันในเอเทรียมจะสามารถทำงานได้จริงเมื่อเกิดเหตุการณ์เพลิงไหม้ก็คงมิใช่แต่เพียงได้รับการออกแบบและติดตั้งอย่างดีเท่านั้น การทดสอบและการฝึกซ้อมใช้งานมีส่วนสำคัญอย่างมากด้วย เพราะว่าระบบควบคุมควันก็เป็นระบบทางกลชนิดหนึ่งที่ต้องการทดสอบและดูแลบำรุงรักษา ดังนั้นเจ้าของโครงการและช่างประจำอาคาร จะต้องมีความตระหนักในเรื่องนี้ด้วย ผู้เขียนหวังว่า บทความนี้คงจะมีส่วนช่วยกระตุ้นให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการออกแบบ, ติดตั้ง, บำรุงรักษา, ใช้งาน รวมไปถึงเป็นเจ้าของเอเทรียม มีความเข้าใจระบบระบายควันในเอเทรียมมากยิ่งขึ้น และช่วยกันทำให้เอเทรียมมีความปลอดภัยต่อสาธารณชนมากยิ่งขึ้น
เอกสารอ้างอิง
|
|||||||||||||||||||||||||||||||
<< < ต้องการคุยกันเพิ่มเติม ขอเชิญที่ ThaiHVAC Webboard >>>
Click here to visit our sponsor
Copyright (C) 2000 ThaiHVAC.com All rights reserved.
Last updated : 02-Nov-2002