![]() |
|
||||||
| Home > Knowledge Center > การใช้โปรแกรมในการคำนวณการประหยัดพลังงาน | ||||||
| การใช้โปรแกรมในการคำนวณการประหยัดพลังงาน จักรพันธ์ ภวังคะรัตน์ วิศวกรเครื่องกลอาวุโส บริษัท เอ็นไวรอนเมนตอล เอ็นจิเนียริ่ง คอนซัลแตนส์ จำกัด
1. กำเนิดโปรแกรมจำลองการใช้พลังงาน โปรแกรมจำลองการใช้พลังงานถือกำเนิดขึ้นในช่วงกลางทศวรรษที่ 1970 โดยใช้กันเพื่อวิเคราะห์อาคารในช่วงเริ่มต้นการออกแบบ ใช้ทำการคำนวณภาระการทำความเย็นของอาคาร และกำหนดส่วนประกอบต่างๆของอาคารเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ภายหลังพบว่าสามารถใช้โปรแกรมจำลองการใช้พลังงานกับอาคารเก่า โดยใช้จำลองการใช้พลังงานของอาคารสำหรับทางเลือกต่างๆในการอนุรักษ์พลังงาน การใช้โปรแกรมจำลองการใช้พลังงานจึงเป็นที่นิยมและประสบความสำเร็จอย่างมากในการวิเคราะห์ความเป็นไปได้ของการดำเนินการอนุรักษ์พลังงาน มีกรณีศึกษาอย่างน้อยหนึ่งกรณี ที่มีบริษัทให้บริการด้านพลังงาน (Energy Sevices Company) ขนาดใหญ่แห่งหนึ่งปฏิเสธผลการจำลองการใช้พลังงาน และใช้การประมาณการใช้พลังงานด้วยวิธีของเขาเองซึ่งมองโลกในแง่ดีเกินไป ผลก็คือ ต้องจ่ายเงินให้กับเจ้าของอาคารมากกว่าปีละ 100,000 เหรียญ เนื่องจากผลการประหยัดจริงน้อยกว่าที่ประมาณไว้ ผลการประเมินการใช้พลังงานที่แม่นยำ จึงมีความสำคัญอย่างมากกับการดำเนินการอนุรักษ์พลังงาน 2. การใช้โปรแกมจำลองการใช้พลังงานในอาคาร ในการจำลองการใช้พลังงานของอาคาร ข้อมูลต่างๆที่ได้จากการสำรวจต้องถูกแปลงไปอยู่ในรูปที่พร้อมสำหรับป้อนเข้าคอมพิวเตอร์ ข้อมูลจะต้องมีรายละเอียดของงานสถาปัตยกรรม การใช้งานของแต่ละพื้นที่ คุณสมบัติเชิงความร้อนของวัสดุประกอบอาคาร (เช่น ค่า U, SC) การจัดโซนของการปรับอากาศ ตารางจำนวนคน ไฟฟ้าแสงสว่าง การใช้อุปกรณ์ไฟฟ้า ในแต่ละชั่วโมง เวลาในการเปิดใช้ระบบปรับอากาศ ระบบควบคุมของเครื่องปรับอากาศ (เช่น On-off หรือ Modulating, CAV หรือ VAV) ประสิทธิภาพของเครื่องปรับอากาศหรือเครื่องทำน้ำเย็นที่ภาระเต็มพิกัดและที่ภาระไม่เต็มพิกัด เมื่อสร้างโมเดลจำลองการใช้พลังงานเรียบร้อย ก็สั่งให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำการคำนวณ (บางกรณีอาจใช้เวลาถึง 6 ชั่วโมงถ้าเป็นอาคารขนาดใหญ่ที่ซับซ้อน) เมื่อได้ผลการคำนวณก็จะต้องนำไปเทียบกับการใช้พลังงานจริงของอาคาร เช่น เทียบกับบิลค่าไฟฟ้าจริงๆ นอกจากนี้ ก็ยังจะต้องเปรียบเทียบส่วนประกอบในรายละเอียดด้วย เช่น นำภาระของเครื่องทำน้ำเย็นที่คำนวณได้ไปเทียบกับภาระของเครื่องทำน้ำเย็นที่ได้จากการวัดจริง เพื่อเป็นการยืนยันว่าโมเดลของการจำลองการใช้พลังงานนี้ถูกต้อง โดยทั่วไปจะยอมรับผลการคำนวณซึ่งแตกต่างจากการใช้พลังงานจริงไม่เกิน 10 เปอร์เซ็นต์ เมื่อได้โมเดลซึ่งมีความถูกต้องก็จะสามารถนำไปใช้ในการจำลองเมื่อเปลี่ยนปัจจัยต่างๆได้ การสร้างโมเดลที่ถูกต้องนี้ให้ผลสองประการ ประการแรก เป็นการแสดงถึงการใช้พลังงานต่างๆของอาคารในปัจจุบัน และการทำให้โมเดลการใช้พลังงานของอาคารถูกต้อง ผู้ตรวจวิเคราะห์จะต้องเข้าใจตัวอาคารและการใช้งานอาคารอย่างถ่องแท้ ดังนั้นจึงเป็นการพิสูจน์ว่าผู้ตรวจวิเคราะห์มีความรู้และเข้าใจอาคารอย่างแท้จริงด้วย ประการที่สอง โมเดลนี้จะเป็นฐานของการคำนวณการปรับปรุงการใช้พลังงานด้วยมาตรการต่างๆ โดยการจำลองการใช้พลังงานด้วยโมเดลเดียวกัน 3. ข้อจำกัดของการใช้โปรแกรมจำลองการใช้พลังงาน เนื่องมาจากโปรแกรมจำลองการใช้พลังงานของอาคารเริ่มต้นพัฒนาสำหรับการออกแบบอาคารใหม่ จึงมีความต้องการเพียงให้โปรแกรมคำนวณภาระการทำความเย็นให้ถูกต้อง และสามารถจำลองการทำงานของระบบปรับอากาศที่ใช้กันตามปรกติเท่านั้น ความสามารถเพียงเท่านี้เหมาะสมกับความต้องการของการออกแบบอาคารใหม่ แต่สำหรับอาคารเก่า ซึ่งวงจรควบคุมระบบปรับอากาศถูกแก้ไขไปจากมาตรฐานแล้ว จำนวนคนในแต่ละเวลาไม่มีรูปแบบที่แน่นอน ประสิทธิภาพเครื่องทำน้ำเย็นที่ใช้งานมานานแตกต่างจากข้อมูลของผู้ผลิต การทำงานของระบบปรับอากาศไม่ตรงหรือใกล้เคียงกับโมเดลของระบบปรับอากาศที่มีในโปรแกรมจำลองการใช้พลังงาน เช่น มีอาคารแห่งหนึ่งออกแบบให้ใช้เครื่องปรับอากาศเครื่องเดียวกันจ่ายลมสองพื้นที่ พื้นที่หนึ่งเป็นแบบปริมาณลมคงที่ อีกพื้นที่หนึ่งเป็นแบบปริมาณลมแปรเปลี่ยน ซึ่งไม่มีโมเดลแบบนี้ในโปรแกรมจำลองการใช้พลังงาน และปัญหาที่สำคัญที่สุดในการจำลองการใช้พลังงานในอาคารเก่า คือ การทำโมเดลของกรอบอาคารให้ถูกต้อง จากที่กล่าวมาทั้งหมด จะเห็นได้ว่า ไม่มีโปรแกรมจำลองที่สมบูรณ์แบบ มีแต่เพียงเครื่องมือที่ผู้ใช้ต้องมีความรู้ ผ่านการฝึกอบรมอย่างดี และมีประสบการณ์ เท่านั้น ผู้ที่ไม่คุ้นเคยกับโปรแกรมจำลองการใช้พลังงานมาก่อน มักจะตื่นตลึงกับกระบวนการจำลองการใช้พลังงาน และโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ซับซ้อน อย่างไรก็ตามผู้ที่คุ้นเคยกับการใช้โปรแกรมจำลองการใช้พลังงานจะทราบดีว่า ในการจำลองมีความไม่ถูกต้องแฝงอยู่เสมอ บางครั้งผลที่ได้จากการจำลองการใช้พลังงานอาจเป็นเพียงเศษกระดาษที่ไม่สามารถนำไปใช้งานได้เลย และนี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ต้องทำการวิเคราะห์ผลและเปรียบผลการจำลองการใช้พลังงานกับการใช้พลังงานจริง เพื่อให้ได้โมเดลการใช้พลังงานที่สามารถยอมรับได้ มิฉะนั้นอาจได้ผลการจำลองการใช้พลังงานที่ไม่ตรงกับสภาพความเป็นจริง ซึ่งส่วนใหญ่แล้วก็จะเกิดจากการละเลยความถูกต้องของผู้วิเคราะห์การใช้พลังงานนั่นเอง 4. การใช้โปรแกรมจำลองการใช้พลังงานให้ถูกต้อง
ปัจจัยพื้นฐานประการแรกที่จะทำให้การจำลองการใช้พลังงานถูกต้อง คือ ความรู้เกี่ยวกับโปรแกรมที่ใช้ทำการจำลองการใช้พลังงาน เพื่อให้ใช้โปรแกรมได้อย่างถูกต้อง ผู้ใช้ต้องเข้าใจว่า โปรแกรมนำข้อมูลไปใช้อย่างไร นำไปวิเคราะห์ด้วยวิธีการอย่างไร ทราบกระบวนการนำข้อมูลไปวิเคราะห์จนกระทั่งได้ผลลัพท์ และทราบถึงความแม่นยำในการคำนวณของโปรแกรม
ปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการพัฒนาแบบจำลองของอาคารเก่า คือ ความรู้ที่แท้จริงเกี่ยวกับสภาพทางกายภาพ และสภาพการใช้งานของอาคารที่กำลังทำการจำลองการใช้พลังงาน กรอบอาคารและภูมิอากาศ กับ การใช้งานและระบบควบคุม ในขณะที่ผู้ใช้โปรแกรมจำลองการใช้พลังงานจำนวนมาก ใช้เวลาอย่างมากในการทำงานไปกับการจำลองสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลกระทบต่อกรอบอาคาร ผู้ที่เข้าใจการทำงานของอาคารในภาคปฏิบัติอย่างแท้จริงจะทราบดีว่า ผลกระทบจากการใช้งานอาคารและระบบควบคุมอุณหภูมิของอาคารมีผลต่อการใช้พลังงานในอาคารมากกว่า ในอาคารแห่งหนึ่ง ใช้ระบบตั้งเวลาเปิดปิดเครื่องปรับอากาศ โดยวิศวกรของอาคารแจ้งว่าตั้งให้มีการเปิดเวลา 7 am ปิด 6 pm แต่จากการสำรวจจริงพบว่ามีการตั้งเวลาผิดพลาดเป็นเปิดเวลา 6 am ปิด 7 pm ข้อมูลได้รับการยืนยันอีกครั้งจากค่าพลังไฟฟ้าในบิลค่าไฟ ส่งผลให้อาคารใช้พลังงานมากกว่าที่ควรจะเป็น 10-12% การสำรวจทั่วไป การสำรวจอาคารควรสำรวจการทำงานของระบบควบคุมอุณหภูมิของอาคาร ซึ่งไม่เพียงแต่สำรวจในแบบ As-Built เท่านั้น เนื่องจากโดยทั่วไปแล้วระบบควบคุมที่ติดตั้งจริงมักไม่ตรงกับในแบบ หรือ ถูก Override หรือ ถูกแก้ไขจนทำงานไม่ตรงกับที่แสดงในแบบ การสำรวจลักษณะนี้มักรวมถึงการบันทึกค่าพารามิเตอร์ต่างๆด้วย เช่น อุณหภูมิลมจ่าย อุณหภูมิลมเข้าคอยล์ อุณหภูมิลมที่หัวจ่าย เป็นต้น เพื่อนำมาใช้ในการประเมินการทำงานของระบบควบคุม ผลที่ได้ในขั้นตอนนี้มักจะทำให้ผู้สำรวจประหลาดใจ การสำรวจยังมักจะต้องทำในช่วงเวลากลางคืนด้วย เพื่อให้ทราบถึงตารางการทำงานของแต่ละอุปกรณ์ในอาคารอย่างแท้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบไฟฟ้าแสงสว่าง ซึ่งบ่อยครั้งพบว่าแตกต่างจากรายงานที่ได้รับจากวิศวกรประจำอาคาร การสำรวจการใช้พลังงานไฟฟ้า การสำรวจการใช้พลังงานไฟฟ้าเป็นสิ่งจำเป็น เมื่อต้องการความแม่นยำสูงในการทำการจำลองการใช้พลังงาน จะต้องทำการวัดพลังไฟฟ้าทุกตู้ไฟฟ้า การวัดพลังไฟฟ้าไม่ควรวัดเพียงแต่แรงดันและกระแสไฟฟ้า ต้องวัดตัวประกอบกำลังด้วย เนื่องจากการอ่านเพียงแค่แรงดันและกระแส ให้ผลที่ไม่เที่ยงตรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ Induction Motor ซึ่งมีค่าตัวประกอบกำลังแตกต่างกันมากเมื่อมีภาระแตกต่างจากพิกัด อาจทำให้ผลการวัดพลังไฟฟ้าผิดพลาดได้ถึง 50% สำหรับอุปกรณ์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้ามาก เช่น เครื่องทำน้ำเย็น ห้องคอมพิวเตอร์ ลิฟท์ ควรวัดพลังไฟฟ้าเป็นช่วงระยะเวลา เพื่อจะได้ทราบถึงรูปแบบ (Profile) การใช้พลังงานของอุปกรณ์นั้นๆ เมื่อได้ผลจากการสำรวจ ควรนำผลนั้นไปเทียบกับใบเรียกเก็บค่าไฟฟ้า เพื่อให้แน่ใจว่าผลที่ได้รับตรงกับที่อาคารใช้จริง
เอกสารอ้างอิง |
||||||
<< < ต้องการคุยกันเพิ่มเติม ขอเชิญที่ ThaiHVAC Webboard >>>
Click here to visit our sponsor
Copyright (C) 2000 ThaiHVAC.com All rights reserved.
Last updated : 02-Nov-2002