|
แนวปฏิบัติในการออกแบบระบบปรับอากาศและ
ระบายอากาศห้องแยกผู้ป่วยติดเชื้อ
(Guideline for Design of Air-conditioning and Ventilation System for Infectious
Isolation Room)
จักรพันธ์ ภวังคะรัตน์
chakrapan@thaihvac.com
วิศวกรเครื่องกลอาวุโส
บริษัท เอ็นไวรอนเมนตอล เอ็นจิเนียริ่ง คอนซัลแตนส์
จำกัด
สามัญวิศวกรเครื่องกล สภาวิศวกร
Member ASHRAE
กรรมการ สมาคมวิศวกรรมปรับอากาศแห่งประเทศไทย
กรรมการวิชาการสาขาเครื่องกล สมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย
วัตถุประสงค์
1. เพื่อจำกัดไม่ให้เชื้อแพร่กระจายออกจากห้อง
2. เพื่อลดปริมาณเชื้อภายในห้อง
3. เพื่อลดความเสี่ยงของบุคลากรที่ต้องไปรักษาผู้ป่วยภายในห้อง
ข้อกำหนดตามคำแนะนำของ
CDC
1. ห้องต้องปิดมิดชิด หากเป็นไปได้ควรทำประตูสองชั้น
2. ต้องทำความดันอากาศของภายในห้องให้ต่ำกว่าบริเวณโดยรอบ (Negative Pressure)
โดยการดูดอากาศออกจากห้อง มากกว่าเติมอากาศเข้าภายในห้อง
3. มีอากาศหมุนเวียนภายในห้องอย่างน้อย 12 เท่าปริมาตรห้องต่อชั่วโมง
4. อากาศที่หมุนเวียนภายในห้องต้องผ่านการกรองด้วยแผงกรองอากาศชนิด HEPA
5. มีการเติมอากาศจากภายนอกเข้าไปในห้องอย่างน้อย 2 เท่าของปริมาตรห้องต่อชั่วโมง
6. ลมจ่ายต้องจ่ายผ่านทางด้านบุคลากรก่อนผู้ป่วย
7. พัดลมดูดอากาศทิ้งควรติดที่หัวเตียงผู้ป่วย ที่ระดับใกล้พื้น
แนวทางปฏิบัติ
1. หากเครื่องปรับอากาศภายในห้อง ไม่มี HEPA หรือไม่สามารถติดตั้ง HEPA ได้เนื่องจาก
Static Pressure ของ Fan Coil Unit ไม่เพียงพอ (โดยทั่วไปจะไม่เพียงพอ) ต้องงดใช้เครื่องปรับอากาศดังกล่าว
2. หากจำเป็นต้องปรับอากาศ ห้ามดูดลมภายในห้องมาหมุนเวียน แต่ให้ติดตั้งหรือย้ายเครื่องปรับอากาศใหม่ให้ด้านลมกลับดูดเฉพาะลมจากภายนอกเข้ามา
หรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นการปรับแก้จากระบบ Recirculate Air System ให้กลายเป็นระบบ
All Outdoor Air System
3. ต้องติดตั้งพัดลมดูดอากาศให้ดูดอากาศออกจากห้องมากกว่าการเติมอากาศอย่างน้อย
1 เท่าปริมาตรห้องต่อชั่วโมง เพื่อทำให้ห้องมีความดันต่ำกว่าบริเวณโดยรอบ
และต้องตรวจสอบว่าเมื่อแง้มประตูทางเข้า ลมต้องถูกดูดเข้าห้อง (แสดงว่าห้องมีความดันต่ำกว่าบริเวณโดยรอบ)
4. พัดลมดูดอากาศหรือตำแหน่งหน้ากากดูดลมระบายทิ้งต้องติดตั้งอยู่ด้านผู้ป่วย
ตรงข้ามกับด้านลมจ่าย และควรอยู่ที่ระดับใกล้พื้นห้อง
5. ลมที่ดูดออกไป ต้องปล่อยทิ้งในบริเวณที่ปลอดคน เช่น ต่อปล่องขึ้นไปเหนือหลังคา
(ระวังทิศทางลม) หรือหากทำได้ ควรติดตั้ง HEPA กรองลมก่อนปล่อยทิ้ง
6. หากเป็นห้องที่ไม่มีการปรับอากาศ การเปิดหน้าต่างต้องระมัดระวังไม่เปิดทางด้านเหนือลมโดยเด็ดขาด
(ลมพัดเข้าห้อง) และต้องตรวจสอบว่าห้องต้องมีความดันต่ำกว่าบริเวณโดยรอบตลอดเวลา
เพื่อไม่ให้เชื้อแพร่กระจายไปส่วนอื่นๆของอาคารผ่านทางกรอบประตูหน้าต่าง
หรือช่องท่อน้ำตามแนวดิ่ง (มักอยู่ในห้องน้ำ) การปิดประตูห้องไม่สามารถป้องกันการแพร่กระจายเชื้อได้หากมีลมพัดอัดเข้ามาในห้อง
(เนื่องจากมีรอยรั่วรอบๆกรอบประตู, ช่องท่อแนวดิ่ง, ช่องเจาะที่ผนังที่อาจมองไม่เห็น)
7. การตรวจสอบว่าห้องมีความดันต่ำกว่าบริเวณโดยรอบ สามารถทำได้ง่ายๆโดยใช้ท่อสายยางขนาดเล็กใส่น้ำ
ทำเป็นมาโนมิเตอร์ ต่อปลายด้านหนึ่งไว้ภายในห้อง ปลายอีกด้านหนึ่งไว้นอกห้อง
ระดับน้ำทางด้านท่อที่ต่อจากด้านในต้องต่ำกว่าอย่างน้อย 1.5 มิลลิเมตร (15
ปาสคาล)
ตัวอย่าง
1. ห้องแยกผู้ป่วยมีขนาด 40 ตารางเมตร สูง 2.7 เมตร
2. คำนวณปริมาตรห้องได้ 40x2.7 = 108 ลูกบาศก์เมตร
3. คำนวณอัตราการหมุนเวียน 12 เท่าปริมาตรห้องต่อชั่วโมง = 108x12 = 1296
ลบ.ม. ต่อ ชั่วโมง หรือเท่ากับ 763 cfm (cu.ft./min) เลือกออกแบบลมจ่าย
800 cfm
4. คำนวนอัตราการเติมอากาศ 2 เท่าปริมาตรห้องต่อชั่วโมง = 108x2 = 216 ลบ.ม.
ต่อ ชั่วโมง หรือเท่ากับ 128 cfm เลือกออกแบบเติมลม 150 cfm (ใช้ในกรณี
Recirculating Air System)
5. ออกแบบพัดลมดูดอากาศให้มากกว่าอากาศเติม 1 เท่าปริมาตรห้องต่อชั่วโมง
= 108x1 = 108 ลบ.ม. ต่อ ชั่วโมง หรือเท่ากับ 64 cfm เลือกออกแบบ 100
cfm


Related
Document
บทความเรื่อง
การควบคุมการติดเชื้อทางอากาศสำหรับโรงพยาบาล, PDF 135 kB
Article
: Airborne Infection Control For Hospital (English Language), PDF
49 kB
Presentation
File เรื่อง การควบคุมการติดเชื้อทางอากาศสำหรับโรงพยาบาล , PDF 1492
kB
ไดอะแกรมสำหรับห้องแยกผู้ป่วยติดเชื้อ
(Infectious Isolation Room), PDF 210 kB
เว็บกระทรวงสาธารณสุขสำหรับ
SARS: http://www-ddc.moph.go.th/sars_center.html
CDC's SARS Web:
http://www.cdc.gov/ncidod/sars/
WHO's SARS Web: http://www.who.int/csr/sars/en/
เอกสารอ้างอิง
CDC. 1999 Guidelines for prevention of surgical site infection, 1999.
Center for Disease Control and Prevention, Atlanta.
CDC. 1994 Guidelines for preventing the transmission of Mycobacterium
tuberculosis in health-care facilities, 1994. Center for Disease Control
and Prevention, Atlanta.
ASHRAE Application Handbook 1999. Health Care Facilities, 1999 American
Society of Heating, Refrigerating, and Air-conditioning Engineers Inc.,
Atlanta.
AIA. 2001 Guidelines for Design and Construction of Hospital and Health
Care Facilities, 2001. The American Institute of Architects, Washington,
D.C.
NFPA 99. Standard for Health Care Facilities, 1999. National Fire Protection
Association, Quincy.
John D. Spengler, Jonathan M. Samet, John F. McCarthy, editors. 2001 Indoor
Air Quality Handbook, New York: McGraw-Hill.
แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม
www.cdc.gov
: Center for Disease Control and Prevention, USA
www.osha.gov : Occupational Safety and
Health Administration, USA
www.infectioncontroltoday.com
: Online magazine, USA
www.ashrae.org : American Society
of Heating, Refrigerating, and Air-conditioning Engineers, USA
www.nfpa.org : National Fire Protection
Association, USA.
www.acat.or.th : Air-conditioning
Engineering Association of Thailand
www.ashraethailand.org : ASHRAE
Thailand Chapter
www.thaihvac.com : HVAC engineering
information website
|