![]() |
|
||||||
| Home > Knowledge Center > การควบคุมการติดเชื้อทางอากาศสำหรับโรงพยาบาล | ||||||
|
การควบคุมการติดเชื้อทางอากาศสำหรับโรงพยาบาล ต้องการไฟล์ PDF คลิกที่นี่
มีตัวอย่างมากมายที่แสดงให้เห็นว่าผู้ที่อยู่ในอาคารโรงพยาบาลสามารถติดเชื้อที่ส่งผ่านทางอากาศได้ ผู้ป่วยเป็นแหล่งกำเนิดหลักของเชื้อโรคในโรงพยาบาล ซึ่งเป็นอันตรายต่อผู้ป่วยอื่น, แพทย์, พยาบาล และเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาล มีเชื้อโรคหลายชนิดที่สามารถแพร่ทางอากาศได้ง่าย เช่น วัณโรค (Tuberculosis), อีสุกอีใส/งูสวัด (Chicken pox/Shingles), หัด (Measles), หัดเยอรมัน (German measles) เป็นต้น [Eickoff 1993] แพทย์, พยาบาล เจ้าหน้าที่และญาติผู้ป่วยเป็นแหล่งของเชื้อโรคที่สำคัญอีกแหล่งหนึ่งที่สามารถแพร่เชื้อไปยังผู้ป่วยและผู้อื่นในโรงพยาบาลได้ ละอองแขวนลอยในอากาศ (Airborne Droplet) มักจะมีแบคทีเรียอาศัยอยู่ด้วย เช่น Staphylococcus aureus (S. aureus), S epidermidis, และ gram-negative rods ซึ่งเป็นสาเหตุที่พบบ่อยของการติดเชื้อของแผลหลังการผ่าตัด (postoperative wound infection) Casewell (1998) ได้รายงานว่า S. aureus เป็นหนึ่งในสาเหตุที่สำคัญที่สุดของการติดเชื้อแผลผ่าตัด (Surgical Site Infection) ในสหรัฐอเมริกา ในระหว่างการปรับปรุงอาคาร ระบบปรับอากาศและระบายอากาศอาจแพร่กระจายเชื้อโรคอื่นๆอีกด้วย Rhame (1991) ได้รายงานว่าพบ คนไข้ที่มีภูมิต้านทานเชื้อโรคต่ำกว่าปกติ (Immunocompromised) เกิดการติดเชื้อเนื่องจาก Aspergillus นอกจากนี้ยังมีรายงานพบว่ามีสปอร์เชื้อรา และ เกิด Aspergillosis เพิ่มมากขึ้น ในระหว่างการปรับปรุงอาคาร [Overberger et al. 1995, Dewhurse et al. 1990] ด้วย
ความรู้ความเข้าใจทางด้านการติดเชื้อผ่านทางอากาศได้เริ่มต้นในทศวรรษ
1930 โดยการศึกษาของวิลเลียม เฟริธ เวลส์ (William Firth Wells) วิศวกรสุขาภิบาลจากฮาร์วาร์ด
เวลส์ได้ร่วมกับกรมสาธารณสุขของรัฐแมสซาชูเซทส์ (Massachusetts Department
of Public Health) ศึกษาวิจัยโอกาสที่จะมีการติดเชื้อทางเดินหายใจอันเนื่องมากจากละอองของน้ำที่ใช้กำจัดฝุ่นในโรงงานสิ่งทอ
(Mills and Riley 1937) เวลส์ได้ใช้เครื่องมือที่เขาประดิษฐ์ขึ้นในการสุ่มอากาศออกมาทำการศึกษาและได้ค้นพบว่ามีแบคทีเรียอยู่ในอากาศ
เวลส์ได้ทำงานร่วมกับริชาร์ด ไรเลย์ (Richard Riley) นักศึกษาแพทย์ที่ร่วมในโครงการ
ได้ร่วมกันสรุปผล 2 ประเด็นที่เป็นก้าวสำคัญทางด้านการป้องกันการติดเชื้อทางอากาศ
ได้แก่ จากการที่พิสูจน์ได้ว่าอากาศสามารถเป็นพาหะของเชื้อโรคได้ เวลส์และไรเลย์จึงได้ศึกษาวิจัยต่อเพื่อหาวิธีการทำให้อากาศปลอดเชื้อ (Air Disinfection) เป็นเวลาหลายสิบปีในการทดลองทั้งในห้องปฏิบัติการและในสนามได้สร้างรากฐานวิทยาศาสตร์ซึ่งใช้ปฏิบัติกันในปัจจุบันทางด้าน Aerobiology และการทำให้อากาศปลอดเชื้อ (Riley and O'Grady 1961, Wells 1955) แต่อย่างไรก็ตาม ในภายหลังต่อมามีการศึกษาวิจัยต่อเนื่องจากการค้นพบนี้ค่อนข้างน้อย เชื้อวัณโรคเป็นตัวกระตุ้นที่สำคัญในการศึกษาวิจัยการควบคุมการติดเชื้อทางอากาศในยุคแรก แต่ต่อมามีความเชื่อกันว่าปัญหาวัณโรคไม่ใช่ปัญหาสำคัญอีกต่อไปภายหลังจากการค้นพบสเตปโตมัยซิน (Steptomycin) ในปี 1946 ซึ่งมีประสิทธิภาพในการรักษาผู้ป่วยวัณโรค และคล้ายๆกัน ก็มีความเชื่อว่าการสร้างภูมิคุ้มกันจะกำจัดหรือควบคุมโรคที่เกิดจากไวรัสได้ เช่น โรคหัด, โรคฝีดาษ และไข้หวัดใหญ่ ความเชื่อดังกล่าวที่คิดว่าสามารถเอาชนะวัณโรคและโรคที่เกิดจากไวรัสอื่นๆถือเป็นข้อสรุปที่เร็วเกินไป(ยกเว้นโรคฝีดาษ) ถึงแม้ว่าการติดเชื้อทางอากาศยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่องแต่ก็ได้รับความสนใจน้อยมาก อย่างไรก็ตามการที่มีวัณโรคกลับมาระบาดใหม่ในประเทศอุตสาหกรรมในช่วงที่ผ่านมานี้ ได้กระตุ้นให้มีการศึกษาวิจัยเรื่องนี้กันใหม่อีกครั้งหนึ่ง ยิ่งไปกว่านั้น การติดเชื้อ HIV และวัณโรคร่วมกันในทวีปแอฟริกา, เอเชีย และยุโรปตะวันออก ก่อให้เกิดความกังวลทั่วโลกในการระบาดของ Drug-resistant Tuberculosis เพิ่มมากขึ้นอีกด้วย 3. แหล่งของการติดเชื้อและวิธีการควบคุม 3.1. การติดเชื้อแบคทีเรีย (Bacterial Infection) ตัวอย่างของเชื้อแบคทีเรียที่แพร่เชื้อผ่านอากาศได้แก่ เชื้อวัณโรค (Mycobacterium Tuberculosis) และ Legionella pneumophila (Legionaire's Disease) จากการศึกษาของ Wells (1934) แสดงให้เห็นว่าละอองขนาด 5 ไมครอนและเล็กกว่าจะแขวนลอยอยู่ในอากาศได้ตลอดโดยไม่ตกลงสู่ด้านล่าง จากการศึกษาของ Isoard et al. (1980) และ Luciano (1984) แสดงว่า 99.4% ของแบคทีเรียในโรงพยาบาลจะถูกกรองได้โดยแผงกรองอากาศที่มีประสิทธิภาพ 90-95% (ASHRAE Standard 52.1) ทั้งนี้เนื่องจากแบคทีเรียมักรวมตัวอยู่ด้วยกันซึ่งจะมีขนาดใหญ่กว่า 1 ไมครอน หน่วยงานบางแห่งแนะนำให้ใช้แผงกรองอากาศชนิด HEPA (High Efficiency Particulate Air Filter) ซึ่งจะมีประสิทธิภาพในการกรองอนุภาคขนาด 0.3 ไมครอนได้ถึง 99.97%
ตัวอย่างของเชื้อไวรัสที่แพร่เชื้อผ่านอากาศได้แก่ Varicella (อีสุกอีใส/งูสวัด), Rubella (หัดเยอรมัน), Rubeola (หัด) หลักฐานทางระบาดวิทยาแสดงให้เห็นว่าเชื้อไวรัสที่แพร่ผ่านอากาศส่วนใหญ่มีขนาดเล็กมากในระดับ Submicron จึงไม่มีวิธีใดที่กำจัดไวรัสในอากาศได้ผลร้อยเปอร์เซ็นต์ การใช้แผงกรองอากาศชนิด HEPA (High Efficiency Particulate Air Filter) และ/หรือ ULPA (Ultra Low Penetration Air Filter) เป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุดในขณะนี้ การหยุดยั้งเชื้อไวรัสด้วยแสงอุลตราไวโอเล็ตหรือการฉีดพ่นสารเคมียังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่ามีประสิทธิผลเพียงพอ จึงยังไม่แนะนำให้ใช้เป็นวิธีการหลักในการป้องกันการติดเชื้อ (Primary Infection Control Measure) ดังนั้นวิธีการหลักที่ใช้ในการป้องกันการแพร่เชื้อในโรงพยาบาลคือ การควบคุมความสัมพันธ์ความดันระหว่างห้องให้เหมาะสม (Appropriate Pressure Relationship) 3.3. เชื้อรา (Molds) มีหลักฐานแสดงว่าเชื้อราบางชนิดเช่น Aspergillis จะส่งผลร้ายกับผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวระยะรุนแรง (Advanced Leukemia), ผู้ป่วยที่ได้รับการปลูกถ่ายไขกระดูก (Bone Marrow Transplant) และผู้ป่วยที่ภูมิต้านทานเชื้อโรคของร่างกายต่ำผิดปกติ (Immunocompromised) อื่นๆ
4.1. ป้องกันเชื้อเข้าหรือออกจากห้อง การป้องกันการติดเชื้อทางอากาศขั้นพื้นฐานที่สุดคือ การป้องกันไม่ให้เชื้อผ่านเข้าหรือออกจากห้องที่ต้องการควบคุมได้ โดยจะต้องทำสองแนวทางประกอบกัน แนวทางแรก คือ การป้องกันทางกายภาพ ได้แก่ ทำให้กรอบประตูหน้าต่างมีรอยรั่วน้อย, ไม่มีช่องเปิดที่ผนัง, ทำประตูสองชั้น เป็นต้น แนวทางที่สอง คือ การสร้างความดันภายในห้องให้สูงกว่าภายนอกห้องในกรณีป้องกันเชื้อเข้าห้อง เพื่อให้อากาศไหลจากภายในห้องผ่านตามรอยรั่วต่างๆเช่น ที่กรอบประตู ออกไปนอกห้อง และทำให้อนุภาคติดเชื้อไม่สามารถย้อนสวนเข้าไปในห้องได้ หรือการสร้างความดันในห้องให้ต่ำกว่าภายนอกห้องในกรณีป้องกันเชื้อออกจากห้อง ซึ่งจะเกิดผลตรงข้ามกัน สำหรับห้องที่ต้องการควบคุมการเข้าหรือออกของเชื้อ ความดันแตกต่างคร่อมผนังห้องไม่ควรต่ำกว่า 2.5 Pa (0.01 in.wg.) [AIA Guideline, 2001] และควรมีเครื่องมือที่สามารถตรวจสอบทิศทางการไหลของอากาศ หรือเครื่องวัดความดันแตกต่างติดตั้งไว้เพื่อตรวจสอบตลอดเวลา ทั้งนี้เพราะมีรายงานว่า มีห้องเป็นจำนวนมากที่ไม่สามารถควบคุมความดันและทิศทางไหลของลมได้ตามต้องการโดยที่เจ้าหน้าที่แพทย์และพยาบาลไม่ทราบ 4.2. กำจัดเชื้อออกจากอากาศ เชื้อในอากาศมีแหล่งกำเนิดทั้งจากภายนอกและภายในห้อง โดยปริมาณเชื้อภายในห้องมีสัดส่วนโดยตรงกับจำนวนคนที่เคลื่อนไหวทำงานในห้อง [CDC, 1999 Guideline for Prevention of Surgical Site Infection] การกำจัดเชื้อจากภายนอกทำได้โดยให้อากาศที่เติมเข้ามาในระบบผ่านการกรองก่อนที่จะจ่ายเข้าสู่ห้อง สำหรับการกำจัดเชื้อที่เกิดภายในห้องออกจากอากาศสามารถทำได้โดยการหมุนเวียนลมปริมาณมากๆภายในห้องไปผ่านแผงกรองอากาศประสิทธิภาพสูง ประสิทธิภาพของแผงกรองอากาศสำหรับห้องต่างๆในโรงพยาบาล ควรเป็นไปตามคำแนะนำในตารางที่ 1 และอัตราการหมุนเวียนของลมภายในห้องทั้งหมด (Total Air) ควรมีอัตราไม่น้อยกว่าที่กำหนดในตารางที่ 2
4.3. เจือจางเชื้อในอากาศ การเติมอากาศจากภายนอก (Outdoor Air, OA) เข้ามาผสมกับอากาศภายในห้อง จะทำให้ความเข้มข้นของเชื้อลดลง โดยอัตราการเติมอากาศจากภายนอกไม่ควรน้อยกว่าค่าแนะนำในตารางที่ 2 และอากาศจากภายนอกต้องผ่านการกรองด้วยแผงกรองอากาศเช่นเดียวกับลมหมุนเวียนในห้อง 4.4. ควบคุมให้อากาศไหลจากที่สะอาดมากไปหาสะอาดน้อย เพื่อไม่ให้อากาศพาเชื้อจากบริเวณที่สกปรกไปสู่บริเวณสะอาด การจ่ายลมเข้าห้องซึ่งเป็นลมสะอาดผ่านการกรองเชื้อมาแล้ว จะต้องจ่ายให้ใกล้กับจุดที่ต้องการความสะอาดมากที่สุด เช่น ถ้าในห้องผ่าตัดควรจ่ายลมเข้าสู่เตียงผ่าตัดแล้วดูดออกไปทางด้านล่างของผนังห้อง, ถ้าเป็นห้องคนไข้มีโรคติดต่อควรจ่ายลมที่ปลายเตียงแล้วดูดออกไปที่ด้านล่างผนังห้องด้านหัวเตียง เป็นต้น 4.5. ป้องกันการเจริญเติบโตของเชื้อภายในห้อง เพื่อควบคุมจำนวนจุลชีพในอากาศ จะต้องควบคุมความชื้นสัมพัทธ์ภายในห้องไม่ให้สูงเกิน 60% โดยตลอด มิฉะนั้นจุลชีพในอากาศจะเจริญเติบโตและเพิ่มปริมาณอย่างรวดเร็ว นอกจากความชื้นสัมพัทธ์ของอากาศแล้ว จะต้องป้องกันไม่ให้พื้นผิวใดๆในห้องเปียกชื้น(ซึ่งอาจเกิดจาก Condensation หรือมีท่อน้ำรั่ว) เพื่อป้องกันการเจริญเติบโตของจุลชีพต่างๆภายในห้อง พื้น ผนัง และเพดาน ต้องใช้วัสดุผิวเรียบและทำความสะอาดง่าย ห้ามมีท่อลมและท่อน้ำภายในห้อง โคมไฟควรใช้แบบฝังและมีหน้ากากเรียบ เพื่อไม่ให้มีที่สะสมฝุ่นและสามารถทำความสะอาดได้ง่าย 4.6. ฆ่าเชื้อในอากาศ การใช้แสงอัลตราไวโอเลตฆ่าเชื้อ (UVGI - Ultraviolet Germicidal Irradiation) เป็นวิธีการที่ได้รับการศึกษาและใช้กันมานานตั้งแต่ในช่วงทศวรรษ1930 รังสี UV เป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีช่วงคลื่น 100-400 nm เพื่อความสะดวกมีการแบ่งรังสี UV ออกเป็น 3 ช่วงคือ UV-A มีช่วงคลื่น 320-400 nm, UV-B มีช่วงคลื่น 290-320 nm และ UV-C มีช่วงคลื่น 100-290 nm สำหรับหลอดรังสี UV ที่มีผลิตขายเพื่อใช้ในการฆ่าเชื้อ จะมีความยาวคลื่น 254 nm ซึ่งเป็น UV-C UVGI สามารถนำมาใช้ได้ 2 ลักษณะคือ การติดตั้งในท่อลม และการติดตั้งอยู่ส่วนบนของห้อง (Upper Room) การติดตั้งหลอดรังสี UV ในท่อลม จะฆ่าเชื้อในอากาศที่ผ่านท่อลมก่อนที่จะจ่ายเข้ามาในห้อง หากติดตั้งอย่างถูกต้องแล้ว อันตรายจากแสง UV ในท่อลมจะมีเฉพาะในช่วงการเปิดเข้าไปบำรุงรักษา ดังนั้นจึงต้องมีคำเตือนติดประกาศไว้บริเวณใกล้เคียง ให้ปิดหลอด UV ก่อนที่จะเข้าไปบำรุงรักษา การติดตั้งหลอด UV อยู่ส่วนบนของห้อง จะใช้หลอด UV ติดตั้งอยู่ที่เพดาน หรือผนังห้อง โดยมีการกันไม่ให้แสง UV ส่องลงมาด้านล่าง วิธีการนี้จะมีประสิทธิผลเมื่ออากาศภายในห้องมีการหมุนเวียนทั่วห้อง จากการศึกษาของ Riley และ Kaufman 1972 พบว่า เมื่อมีอากาศมีความชื้นสัมพัทธ์เกิน 70% การใช้ UVGI จะได้ผลน้อยลงอย่างมาก และสอดคล้องกับผลการใช้ UVGI ในประเทศแถบร้อนชื้นทั่วโลก อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ UVGI สามารถใช้ฆ่าเชื้อได้ แต่ควรใช้เป็นมาตรการเสริมกับมาตรการอื่นๆเท่านั้น ไม่ควรใช้ทดแทนแผงกรองอากาศ HEPA [CDC, 1994, Guidelines for Preventing the Transmission of Mycobacterium tuberculosis in Health-Care Facilities] 5. เกณฑ์การออกแบบระบบปรับอากาศเพื่อควบคุมการติดเชื้อทางอากาศสำหรับห้องต่างๆ 5.1. ห้องผ่าตัด จากการศึกษาการจ่ายลมในห้องผ่าตัด แสดงให้เห็นว่า การจ่ายลมจากเพดาน ให้เคลื่อนที่ลงสู่ด้านล่าง โดยมีหน้ากากรับลมกลับหลายๆจุดรอบๆห้อง (ควรมีอย่างน้อย 2 จุด) และอยู่ที่ระดับใกล้พื้นห้อง เป็นวิธีการที่ได้ผลดีในการควบคุมอนุภาคในอากาศ ห้องผ่าตัดโดยทั่วไปมีการใช้งานประมาณ 8-12 ชั่วโมงต่อวัน (ยกเว้นห้องผ่าตัดของห้องฉุกเฉิน) เพื่อการประหยัดพลังงาน ระบบปรับอากาศสามารถลดอัตราการจ่ายลมเข้าห้องผ่าตัดระหว่างไม่มีการผ่าตัดได้ อย่างไรก็ตามจะต้องยังคงรักษาความดันเป็นบวกภายในห้องผ่าตัดไว้ตลอดเวลาเพื่อรักษาความสะอาดของห้อง คำแนะนำการออกแบบและติดตั้งระบบปรับอากาศสำหรับห้องผ่าตัด (สามารถใช้ได้กับห้อง Catheterization, Cystoscopic และ Fracture)
5.2. ห้องแยกปลอดเชื้อ (Protective Isolation Room) ผู้ป่วยที่ภูมิต้านทานเชื้อโรคของร่างกายต่ำผิดปกติ เช่น ผู้ป่วยที่ปลูกถ่ายไขกระดูก, ปลูกถ่ายอวัยวะ, มะเร็งในเม็ดเลือดขาว, แผลไหม้ และ เอดส์ มีโอกาสเสี่ยงสูงที่จะติดเชื้อได้ เพื่อลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อทางอากาศ ระบบปรับอากาศในห้องจึงควรมีปริมาณลมหมุนเวียนไม่น้อยกว่า 15 ACH และมีการเติมอากาศจากภายนอกไม่น้อยกว่า 2 ACH เพื่อกำจัดและลดความเข้มข้นของเชื้อในอากาศ ในกรณีเป็นผู้ป่วยที่ภูมิต้านทานเชื้อโรคของร่างกายต่ำผิดปกติ แต่ไม่เป็นโรคติดต่อที่แพร่เชื้อได้ ควรจ่ายลมทางด้านผู้ป่วย ดูดลมกลับทางด้านผู้มาเยี่ยมที่ระดับใกล้พื้น และรักษาความดันภายในห้องให้เป็นบวกตลอดเวลา แผงกรองอากาศควรมีประสิทธิภาพอย่างน้อย 90% (ASHRAE Standard 52.1 Dust Spot) ในกรณีที่เป็นผู้ป่วยที่ภูมิต้านทานเชื้อโรคของร่างกายต่ำผิดปกติ และเป็นโรคติดต่อที่แพร่เชื้อได้ด้วย ควรรักษาความดันในห้องให้เป็นลบ เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อออกไปนอกห้อง หรืออาจพิจารณาออกแบบให้สามารถปรับเปลี่ยนให้ความดันเป็นบวกหรือลบได้ตามต้องการ อย่างไรก็ตามหากออกแบบให้เลือกความดันเป็นบวกหรือลบได้ จะต้องมีอุปกรณ์ตรวจวัดความดันติดตั้งเพื่อตรวจสอบความถูกต้องของความดันตลอดเวลา ทั้งนี้เพราะมีรายงานว่าห้องที่สามารถปรับความดันให้เป็นบวกและลบได้เป็นจำนวนมากทำงานผิดพลาดโดยเจ้าหน้าที่แพทย์และพยาบาลในบริเวณดังกล่าวไม่ทราบ 5.3. ห้องแยกติดเชื้อ (Infectious Isolation Room) ห้องแยกสำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคติดต่อที่สามารถแพร่เชื้อโรคได้ ควรออกแบบให้สามารถควบคุมไม่ใช้เชื้อแพร่กระจายออกจากห้องได้ โดยการออกแบบให้ความดันภายในห้องเป็นลบตลอดเวลา โดยมีการหมุนเวียนอากาศภายในห้องอย่างน้อย 12 ACH ตาม AIA Guideline 2001 (ASHRAE Handbook 1999 แนะนำให้ใช้เพียง 6 ACH) และมีการเติมอากาศจากภายนอกอย่างน้อย 2 ACH แผงกรองอากาศควรเป็นแบบ HEPA เพื่อกำจัดเชื้อออกจากอากาศหมุนเวียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ อากาศที่ระบายทิ้งจากห้องแยกติดเชื้อควรผ่านแผงกรองแบบ HEPA ก่อนปล่อยทิ้งสู่ภายนอกเพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ การจ่ายลมควรจ่ายลมที่บริเวณใกล้ประตูทางเข้าและดูดออกด้านหัวเตียงผู้ป่วยที่ระดับใกล้พื้น เพื่อให้อากาศสะอาดผ่านจากเจ้าหน้าที่หรือญาติไปสู่ผู้ป่วยและถูกดูดออกจากห้องไป ห้องแยกติดเชื้อควรมีการตรวจสอบความดันหรือทิศทางการไหลของลม(ต้องไหลเข้าห้อง)อย่างสม่ำเสมอ หรือติดตั้งอุปกรณ์วัดความดันเพื่อตรวจสอบและส่งสัญญานเตือนหากความดันหรือทิศทางการไหลของลมไม่ถูกต้อง 5.4. ห้องไอซียู (Intensive Care Unit) ห้องไอซียูเป็นห้องสำหรับผู้ป่วยหนักหรือผู้ป่วยหลังการผ่าตัดที่ต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ ความดันภายในห้องควรรักษาให้เป็นบวกเพื่อป้องกันเชื้อโรคจากภายนอก ควรมีอากาศหมุนเวียนอย่างน้อย 6 ACH แผงกรองอากาศควรมีประสิทธิภาพอย่างน้อย 90% (ASHRAE Standard 52.1 Dust Spot) อุณหภูมิควรอยู่ระหว่าง 24-27ฐC และความชื้นสัมพัทธ์ควรอยู่ระหว่าง 30-60%rh แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม
|
||||||
<< < ต้องการคุยกันเพิ่มเติม ขอเชิญที่ ThaiHVAC Webboard >>>
Click here to visit our sponsor
Copyright
(C) 2000 ThaiHVAC.com All rights reserved.
Last updated :
02-Nov-2002