knowledge_head.gif (17866 bytes)
Home of ThaiHVAC
Knowledge Center
Directory
ThaiHVAC Webboard

visit our sponsor
Click here to visit our sponsor

Home > Knowledge Center > ระบบปรับอากาสสำหรับโรงพยาบาล

ระบบปรับอากาศสำหรับโรงพยาบาล
จักรพันธ์ ภวังคะรัตน์
chakrapan_pw@eec.co.th

วิศวกรเครื่องกลอาวุโส บริษัท เอ็นไวรอนเมนตอล เอ็นจิเนียริ่ง คอนซัลแตนส์ จำกัด
กรรมการบริหาร สมาคมวิศวกรรมปรับอากาศแห่งประเทศไทย 2544-2545
กรรมการวิชาการสาขาวิศวกรรมเครื่องกล สมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย 2545-2546
Member ASHRAE

ต้องการไฟล์ PDF คลิกที่นี่


1. บทนำ

พื้นฐานที่แตกต่างกันระหว่างระบบปรับอากาศของโรงพยาบาลกับอาคารอื่นๆได้แก่

1. ต้องควบคุมการเคลื่อนที่ของอากาศภายในและระหว่างแผนก
2. มีความต้องการพิเศษในการควบคุมอัตราการระบายอากาศ, การกรองอากาศเพื่อเจือจางสิ่งปนเปื้อนในอากาศซึ่งอาจอยู่ในรูป กลิ่น, จุลชีพ, ไวรัส, สารเคมี, สารกัมมันตรังสี
3. มีความต้องการอุณหภูมิและความชื้นแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่
4. มีความต้องการระบบควบคุมที่แม่นยำเพื่อควบคุมสภาวะแวดล้อมที่ละเอียดอ่อนภายในโรงพยาบาล

2. แหล่งของการติดเชื้อและวิธีการควบคุม

การติดเชื้อแบคทีเรีย (Bacterial Infection)

ตัวอย่างของเชื้อแบคทีเรียที่แพร่เชื้อผ่านอากาศได้แก่ เชื้อวัณโรค (Mycobacterium Tuberculosis) และ Legionella pneumophila (Legionaire's Disease) จากการศึกษาของ Wells (1934) แสดงให้เห็นว่าละอองขนาด 5 ไมครอนและเล็กกว่าจะแขวนลอยอยู่ในอากาศได้ตลอดโดยไม่ตกลงสู่ด้านล่าง จากการศึกษาของ Isoard et al. (1980) และ Luciano (1984) แสดงว่า 99.4% ของแบคทีเรียในโรงพยาบาลจะถูกกรองได้โดยแผงกรองอากาศที่มีประสิทธิภาพ 90-95% (ASHRAE Standard 52.1) ทั้งนี้เนื่องจากแบคทีเรียมักรวมตัวอยู่ด้วยกันซึ่งจะมีขนาดใหญ่กว่า 1 ไมครอน หน่วยงานบางแห่งแนะนำให้ใช้แผงกรองอากาศชนิด HEPA (High Efficiency Particulate Air Filter) ซึ่งจะมีประสิทธิภาพในการกรองอนุภาคขนาด 0.3 ไมครอนได้ถึง 99.97%

การติดเชื้อไวรัส (Viral Infection)

ตัวอย่างของเชื้อไวรัสที่แพร่เชื้อผ่านอากาศได้แก่ Varicella (อีสุกอีใส/งูสวัด), Rubella (หัดเยอรมัน), Rubeola (หัด) หลักฐานทางระบาดวิทยาแสดงให้เห็นว่าเชื้อไวรัสที่แพร่ผ่านอากาศส่วนใหญ่มีขนาดเล็กมากในระดับ Submicron จึงไม่มีวิธีใดที่กำจัดไวรัสในอากาศได้ 100% การใช้แผงกรองอากาศชนิด HEPA (High Efficiency Particulate Air Filter) และ/หรือ ULPA (Ultra Low Penetration Air Filter) เป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุดในขณะนี้ การหยุดยั้งเชื้อไวรัสด้วยแสงอุลตราไวโอเล็ตหรือการฉีดสารเคมียังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่ามีประสิทธิผลเพียงพอ จึงยังไม่แนะนำให้ใช้เป็นวิธีการหลักในการป้องกันการติดเชื้อ (Primary Infection Control Measure) ดังนั้นวิธีการหลักที่ใช้ในการป้องกันการแพร่เชื้อในโรงพยาบาลคือ การควบคุมความสัมพันธ์ระหว่างห้องให้เหมาะสม (Appropriate Pressure Relationship)

เชื้อรา (Molds)

มีหลักฐานแสดงว่าเชื้อราบางชนิดเช่น Aspergillis จะส่งผลร้ายกับผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวระยะรุนแรง (Advanced Leukemia), ผู้ป่วยที่ได้รับการปลูกถ่ายไขกระดูก (Bone Marrow Transplant) และผู้ป่วยที่ภูมิต้านทานเชื้อโรคของร่างกายต่ำผิดปกติ (Immunocompromised) อื่นๆ

การเติมอากาศจากภายนอก (Outdoor Air Ventilation)

หากจุดที่นำอากาศเข้ามาจากภายนอกเป็นจุดที่เหมาะสม อากาศจากภายนอกเกือบจะไม่มีเชื้อแบคทีเรียและไวรัสเลย ปัญหาของเชื้อแบคทีเรียและไวรัสส่วนใหญ่จะมีแหล่งของเชื้ออยู่ภายในตัวอาคารโรงพยาบาล อากาศจากภายนอกที่เติมเข้ามาจะช่วยเจือจางปริมาณเชื้อแบคทีเรียและไวรัส ถ้าระบบระบายอากาศได้รับการออกแบบ, ติดตั้ง และมีการสร้างความดันแตกต่างระหว่างพื้นที่อย่างถูกต้อง จะช่วยกำจัดเชื้อโรคในอากาศออกไปจากโรงพยาบาลได้

อุณหภูมิและความชื้น (Temperature and Humidity)

สภาวะอุณหภูมิและความชื้นในโรงพยาบาลจะมีส่วนช่วยในการส่งเสริมหรือยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียและไวรัส แบคทีเรียบางชนิดเช่น Legionella Pneumophila จะแพร่กระจายได้ดีในละอองน้ำ และสามารถมีชีวิตอยู่ได้ในสภาวะอากาศชื้น

3. คุณภาพอากาศ

ระบบปรับอากาศมีหน้าที่จ่ายอากาศที่ปราศจากฝุ่น, กลิ่น, สารเคมี, สารกัมมันตรังสี ในบางกรณีอากาศจากภายนอกอาจเป็นอันตรายกับผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ หรือ ปอด ได้

จุดที่นำอากาศเข้า (Outdoor Air Intake)

จุดนำอากาศเข้าควรอยู่ห่างให้มากที่สุดเท่าที่เป็นได้(อย่างน้อย 10 เมตร)จาก ท่อไอเสียของอุปกรณ์ที่มีการเผาไหม้, จุดปล่อยอากาศเสียของโรงพยาบาลและอาคารข้างเคียง, ระบบดูดของเสียทางการแพทย์ (Medical-Surgical Vacuum System), หอระบายความร้อน (Cooling Tower), จุดที่มีควันไอเสียรถยนต์ จุดนำอากาศเข้าควรอยู่สูงจากพื้นดินอย่างน้อย 1.5 เมตร หากอยู่บนหลังคา ควรอยู่สูงกว่าหลังคาอย่างน้อย 1 เมตร

จุดระบายอากาศทิ้ง (Exhaust Air Outlet)

จุดระบายอากาศทิ้งควรอยู่สูงจากพื้นดินอย่างน้อย 3 เมตร และอยู่ห่างจากบริเวณที่มีคนใช้งาน, ประตู, หน้าต่าง จุดที่ดีที่สุดของการระบายอากาศทิ้งคือ ปล่อยขึ้นด้านบนเหนือหลังคา หรือ มีทิศทางตรงข้ามกับจุดนำอากาศเข้า ควรให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับอากาศเสียที่เข้มข้นมากเช่น ไอเสียจากเครื่องยนต์หรือหม้อไอน้ำ, สารเคมีจากห้องปฏิบัติการ, อากาศที่มีเชื้อโรค, อากาศระบายทิ้งจากห้องครัว และควรพิจารณาผลของทิศทางลมด้วย

แผงกรองอากาศ (Air Filter)

ระบบปรับอากาศควรติดตั้งแผงกรองอากาศที่มีประสิทธิภาพไม่ต่ำกว่าที่กำหนดในตารางที่ 1 หากในตารางระบุให้มีแผงกรองอากาศสองชั้น ชั้นที่หนึ่งควรอยู่ด้านก่อนลมเข้าคอยล์ทำความเย็น และชั้นที่สองควรอยู่ด้านลมออกจากพัดลม หากในระบบมีอุปกรณ์เพิ่มความชื้น ต้องระวังไม่ให้แผงกรองอากาศเปียกจากละอองน้ำที่พ่นเข้าไปในกระแสอากาศ หากในตารางระบุให้มีแผงกรองอากาศชั้นเดียว แผงกรองอากาศควรอยู่ด้านก่อนลมเข้าคอยล์ ประสิทธิภาพของแผงกรองอากาศในตารางอ้างอิงจาก ASHRAE Standard 52.1

4. แนวปฏิบัติในการติดตั้งแผงกรองอากาศ


1. ควรติดตั้งแผงกรองอากาศแบบ HEPA ที่ทดสอบด้วยวิธี DOP มีประสิทธิภาพ 99.97% ทางด้านลมจ่ายของห้องรักษาผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อสูง เช่น ผู้ป่วยมะเร็งในเม็ดเลือดขาว (Leukemia), ผู้ป่วยบาดแผลไหม้ (Burn), ผู้ป่วยที่ได้รับการปลูกถ่ายไขกระดูก (Bone marrow transplant), ผู้ป่วยที่ได้รับการเปลี่ยนถ่ายอวัยวะ (Organ transplant), หรือผู้ป่วยโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง (Acquired immunodeficiency syndrome, AIDS) และควรติดตั้งแผงกรองอากาศแบบ HEPA กรองอากาศทิ้งที่ดูดมาจาก Fume Hood หรือ Safety Cabinet ที่มีการใช้งานที่มีเชื้อโรคหรือสารกัมมันตรังสี ระบบกรองอากาศควรติดตั้งให้สะดวกและปลอดภัยในการเข้าไปบำรุงรักษาหรือเปลี่ยนแผงกรองอากาศใหม่

2. การติดตั้งแผงกรองอากาศจะต้องไม่ให้มีรอยรั่วให้อากาศผ่านระหว่างชิ้นของแผงกรองอากาศได้ แผงกรองอากาศประสิทธิภาพสูงจะไม่มีประโยชน์เลยหากปล่อยให้มีอากาศที่ยังไม่ได้กรองรั่วเข้าสู่ระบบแม้แต่เพียงปริมาณไม่มากนัก

3. ควรติดตังมาโนมิเตอร์วัดความดันคร่อมแผงกรองอากาศ เพื่อใช้ในการตรวจสภาพแผงกรองอากาศว่าถึงเวลาเปลี่ยนแล้วหรือยัง ซึ่งถูกต้องและแม่นยำกว่าการตรวจด้วยสายตา

4. การติดตั้งแผงกรองอากาศประสิทธิภาพสูง จะต้องมีพื้นที่อย่างเพียงพอในการบำรุงรักษาโดยไม่ทำให้สิ่งสกปรกหลุดเข้าไปในระบบได้

5. เนื่องจากแผงกรองอากาศประสิทธิภาพสูงมีราคาแพง ดังนั้นโรงพยาบาลจึงควรจัดงบประมาณล่วงหน้าอย่างเพียงพอสำหรับการเปลี่ยนเมื่อแผงกรองอากาศหมดสภาพ

6. ในระหว่างการก่อสร้างหรือติดตั้งระบบท่อลม จะต้องมีวิธีการป้องกันฝุ่นหรือสิ่งสกปรกเข้าไปอยู่ในระบบท่อ ซึ่งจะเป็นแหล่งเพาะเชื้อโรคภายในระบบ และจะทำให้แผงกรองอากาศอุดตันอย่างรวดเร็ว

5. การเคลื่อนที่ของอากาศ

ในตารางที่ 2 แสดงให้เห็นถึงระดับของสิ่งปนเปื้อนที่แพร่กระจายอยู่ในโรงพยาบาลซึ่งเกิดจากหนึ่งในกกิจกรรมปกติที่ต้องปฏิบัติทุกวันในโรงพยาบาล จำนวนของแบคทีเรียในทางเดินแสดงให้เห็นว่าสิ่งปนเปื้อนสามารถแพร่กระจายจากจุดหนึ่งไปยังจุดหนึ่งได้

เนื่องจากการแพร่กระจายของแบคทีเรียเกิดจากกิจกรรมที่จำเป็นต้องทำทุกๆวันในโรงพยาบาล ระบบปรับอากาศจึงมีหน้าที่ทำให้การเคลื่อนที่ของอากาศช่วยจำกัดการแพร่ของสิ่งปนเปื้อน กระแสอากาศในทิศทางที่ไม่พึงประสงค์เป็นสิ่งที่ควบคุมได้ยากเนื่องจากมีช่องเปิด, มีการเปิดประตู, มีการเคลื่อนที่ของเจ้าหน้าที่และคนไข้, มีอุณหภูมิแตกต่างซึ่งก่อให้เกิดการเคลื่อนที่ของอากาศตามธรรมชาติ และยังมีช่องเปิดในแนวตั้งเช่น ปล่องลิฟต์, ช่องส่งของระหว่างชั้น, ช่องท่อ(Mechanical Shaft) ซึ่งเสริมให้มีการเคลื่อนที่ของอากาศระหว่างชั้นอีกด้วย ถึงแม้ว่าบางปัจจัยจะไม่สามารถควบคุมได้ แต่ก็มีบางปัจจัยที่ช่วยจำกัดการเคลื่อนที่ของอากาศได้ โดยการออกแบบและปรับสมดุลระบบจ่ายลมเพื่อให้เกิดความดันเป็นบวกและลบตามความต้องการของแต่ละพื้นที่

ระบบสำหรับห้องที่มีความเข้มข้นของสิ่งปนเปื้อนสูง เช่น ห้องชันสูตรศพ (Autopsy) และห้องแยกผู้ป่วย (Isolation Room) สำหรับผู้ป่วยโรคติดต่อ ควรได้รับการออกแบบให้มีความดันเป็นลบเมื่อเทียบกับพื้นที่รอบๆ(มีความดันต่ำกว่าพื้นที่รอบๆ) ความดันเป็นลบทำได้โดยจ่ายลมเข้าไปในห้องน้อยกว่าการระบายลมออก (CDC 1994) เมื่อมีความดันเป็นลบจะมีกระแสอากาศถูกดูดผ่านกรอบประตูหรือช่องเปิดอื่นๆเข้าไปในห้องซึ่งจะป้องกันไม่ให้มีสิ่งปนเปื้อนภายในห้องไหลสวนทางออกไปได้

สำหรับห้องผ่าตัดซึ่งต้องการให้ปลอดเชื้อจะต้องมีความดันเป็นบวกเมื่อเทียบกับบริเวณรอบๆ(ความดันมากกว่าบริเวณรอบๆ) เพื่อป้องกันไม่ให้กระแสอากาศที่มีสิ่งปนเปื้อนไหลเข้าไปในห้องผ่าตัดได้ อย่างไรก็ตาม หากเป็นห้องผ่าตัดซึ่งใช้กับผู้ป่วยที่เป็นโรคติดต่อ เช่น โรคเกี่ยวกับหลอดลม หรือ โรคปอด อาจจำเป็นต้องทำให้ห้องมีความดันเป็นลบเพื่อป้องกันไม่ให้มีการแพร่เชื้อออกจากห้องผ่าตัด

ระหว่างห้องผ่าตัดหรือห้องแยกผู้ป่วยกับทางเดินภายนอกควรมีห้องอยู่ระหว่างกลาง (Anteroom) โดยห้องนี้อาจมีความเป็นบวกเมื่อเทียบกับห้องและทางเดินภายนอก หรือเป็นลบเมื่อเทียบกับห้องและทางเดินภายนอก ก็ได้ การมีห้องนี้อยู่ระหว่างกลางจะช่วยป้องกันการแพร่เชื้อได้ดียิ่งขึ้น

การสร้างความดันแตกต่างระหว่างห้องนั้น สามารถทำได้เฉพาะกับห้องที่ปิดสนิทเท่านั้น ดังนั้นกรอบประตูจะต้องไม่มีรอยรั่วมากเกินไป และต้องไม่มีช่องเปิดอื่นๆ การเปิดประตูห้องหรือช่องเปิดใดๆจะทำให้สูญเสียความดันทั้งหมดไปได้ และเมื่อมีการเปิดประตูอาจจะมีอากาศส่วนหนึ่งใหลเข้าและออกจากห้องตามธรรมชาติเนื่องมากจากอุณหภูมิที่แตกต่างกันระหว่างห้อง สำหรับห้องที่ต้องการรักษาความดันในขณะที่มีคนเข้าออกจากห้อง ควรจะต้องมีประตูสองชั้นเพื่อปิดกันอากาศ (Air lock)

รูปที่ 1 แสดงให้เห็นถึงจำนวนแบคทีเรียในห้องผ่าตัดและห้องข้างเคียงในระหว่างการผ่าตัด การนับจำนวนแบคทีเรียทำพร้อมๆกันทุกห้อง จำนวนแบคทีเรียในห้องผ่าตัดที่น้อยกว่าห้องข้างเคียงเป็นเพราะให้ห้องผ่าตัดมีกิจกรรมน้อยกว่า และมีความดันสูงกว่าห้องข้างเคียง

โดยทั่วไป สำหรับห้องที่ต้องการความสะอาดมากเป็นพิเศษควรติดตั้งหัวจ่ายลมที่เพดาน และมีช่องลมกลับหรือช่องระบายลมทิ้งอยู่รอบๆห้อง ที่ระดับใกล้ๆพื้นห้อง การจัดหัวจ่ายลมและช่องลมกลับในลักษณะนี้จะทำให้กระแสอากาศสะอาดไหลจากด้านบนซึ่งใช้หายใจ (Breathing Zone) ลงสู่ด้านล่าง สำหรับห้องแยกผู้ป่วยติดเชื้อ (Infectious Isolation Room) ควรจ่ายลมจากเพดานทางด้านประตูทางเข้าห้อง และติดตั้งช่องลมกลับที่ระดับใกล้พื้นทางด้านหลังเตียงผู้ป่วย เพื่อให้อากาศสะอาดไหลจากทางด้านผู้เข้าเยี่ยมหรือเจ้าหน้าที่ผ่านตัวผู้ป่วยและถูกระบายอออกไป (CDC 1994) ขอบด้านล่างของช่องลมกลับควรอยู่สูงจากพื้นอย่างน้อย 75 มม.

แนวคิดการใช้การไหลแบบลามินาร์ (Laminar Airflow) ของห้องสะอาดในอุตสาหกรรม ทั้งแบบแนวตั้งและแนวนอน ก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของการกระจายลมที่น่าสนใจสำหรับห้องสะอาดในโรงพยาบาล

คำจำกัดความของการไหลแบบลามินาร์ คือ การไหลของอากาศไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งจะเกิดขึ้นเมื่อมีความเร็วลมประมาณ 0.45 +/-0.1 เมตรต่อวินาที (90 +/-20 ฟุตต่อนาที)

ระบบการไหลแบบลามินาร์จะมีประโยชน์สำหรับห้องผู้ป่วยที่มีโอกาสติดเชื้อสูง เช่น ผู้ป่วยแผลไหม้อย่างรุนแรง, ผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยรังสี, ผู้ป่วยที่ได้รับการเปลี่ยนถ่ายอวัยวะ, ผู้ป่วยที่ได้รับการตัดอวัยวะ และผู้ป่วยที่ได้รับการเปลี่ยนไขข้อ

6. ความสัมพันธ์ของความดันและการระบายอากาศ (Pressure Relationship and Ventilation)

ตารางที่ 3 แสดงมาตรฐานการระบายอากาศสำหรับความสบาย, ความสะอาด และการควบคุมกลิ่นในพื้นที่สำคัญๆของโรงพยาบาลที่มีผลกระทบต่อผู้ป่วย ข้อมูลในตารางที่ 3 เป็นข้อมูลของ American Society of Heating, Refrigerating and Air-conditioning Engineers (ASHRAE) ซึ่งอาจไม่ตรงกับข้อมูลของ American Institute of Architect (AIA) ถ้าหากแต่ละโรงพยาบาลมีข้อกำหนดเฉพาะเจาะจงลงไปอีกให้ยึดถือตามข้อกำหนดนั้นๆ สำหรับพื้นที่ที่ไม่ได้ระบุไว้ให้ใช้อัตราการระบายอากาศตามมาตรฐาน ASHRAE Standard 62 : Ventilation for Acceptable Indoor Air Quality ในบริเวณที่มีผู้ป่วยที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ รวมถึง ผู้ป่วยเปลี่ยนถ่ายอวัยวะ, หน่วยผู้ป่วยแผลไฟไหม้ ควรมีการควบคุมคุณภาพอากาศเพิ่มเติมให้เหมาะสม

การออกแบบระบบปรับอากาศและระบายอากาศจะต้องทำให้อากาศไหลจากบริเวณที่สะอาดมากไปสู่บริเวณที่สะอาดน้อยให้มากที่สุด ในพื้นที่ที่มีความสำคัญควรใช้ระบบปริมาณอากาศคงที่ (Constant Air Volume) เพื่อให้แน่ใจว่าสามารถรักษาความสัมพันธ์ของความดันที่ถูกต้องไว้ได้ สำหรับพื้นที่ที่ไม่มีความสำคัญหรือหัองของเจ้าหน้าที่สามารถใช้ระบบปริมาณอากาศแปรเปลี่ยน (Variable Air Volume)เพื่อช่วยในการประหยัดพลังงานได้ การใช้ระบบปริมาณอากาศแปรเปลี่ยนในโรงพยาบาลจะต้องระมัดระวังว่ามีอัตราการเติมอากาศจากภายนอก (Outdoor Air) เพียงพอตามมาตรฐานกำหนด และต้องรักษาความสัมพันธ์ของความดันระหว่างพื้นที่หรือแผนกต่างๆได้ในระดับที่เหมาะสม ในตารางที่ 3 พื้นที่ทำต้องการการควบคุมความดันอย่างต่อเนื่องจะแสดงด้วยสัญลักษณ์ P, N และ E โดยมีความหมายว่า ความดันเป็นบวก(Positive Pressure), ความดันเป็นลบ (Negative Pressure) และ ความดันเท่ากัน (Equal Pressure) ตามลำดับ ส่วนห้องที่ไม่ต้องการการควบคุมความดันอย่างต่อเนื่องจะแสดงด้วยสัญลักษณ์ ฑ

อัตราการหมุนเวียนของลมอาจลดลงเหลือ 25% ของปริมาตรห้องต่อชั่วโมง (Air Change per Hour) ที่ระบุในตารางได้เมื่อห้องไม่ได้ใช้งาน (Unoccupied) หากมีการเตรียมให้ (1) สามารถปรับไปใช้อัตราการหมุนเวียนตามที่ระบุในตารางได้เมื่อมีการใช้งานห้อง (2) สามารถรักษาความสัมพันธ์ของความดันกับห้องข้างเคียงได้ตามที่ต้องการ

ในพื้นที่ที่ไม่ต้องการควบคุมทิศทางการระบายอากาศอย่างต่อเนื่อง (ฑ) สามารถปิดระบบปรับอากาศและระบายอากาศเมื่อไม่มีการใช้งานห้องได้

เพื่อการประหยัดพลังงานให้มากที่สุด ควรใช้ระบบอากาศหมุนเวียน (Recirculating Air System) มากกว่าระบบอากาศจากภายนอกทั้งหมด (All Outdoor Air System) ในกรณีที่ใช้ระบบอากาศจากภายนอกทั้งหมดควรพิจารณาติดตั้งอุปกรณ์แลกเปลี่ยนความร้อนอากาศ (Air-to-Air Heat Exchanger)

7. ระบบควบคุมควัน

ระบบควบคุมควันควรได้รับการพิจารณาออกแบบไปพร้อมๆกับระบบปรับอากาศและระบายอากาศ ระบบควบคุมควันแบบ Passive ใช้ออกแบบให้มีการระบบปิดกั้นไฟและควันไฟ ร่วมกับระบบสั่งหยุดพัดลมโดยอัตโนมัติ

ระบบควบคุมควันแบบ Active ใช้ระบบปรับอากาศและระบายอากาศสร้างความดันเป็นบวกและลบ ร่วมกับผนังกันไฟและควันไฟซึ่งทำหน้าที่จำกัดการแพร่ของไฟและควันไฟ

การออกแบบระบบควบคุมควันควรอ้างอิงจาก NFPA (National Fire Protection Association) Standard 90A, 92A, 92B, 99 และ 101


เอกสารอ้างอิง
1999 ASHRAE Application Handbook, American Society of Heating, Refrigerating and Air-conditioning Engineers

แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม
www.cdc.gov
: Center for Disease Control and Prevention, USA
www.osha.gov : Occupational Safety and Health Administration, USA
www.infectioncontroltoday.com : Online magazine, USA
www.ashrae.org : American Society of Heating, Refrigerating, and Air-conditioning Engineers, USA
www.nfpa.org : National Fire Protection Association, USA.
www.acat.or.th : Air-conditioning Engineering Association of Thailand
www.ashraethailand.org : ASHRAE Thailand Chapter
www.thaihvac.com : HVAC engineering information website


 

 

 

<< < ต้องการคุยกันเพิ่มเติม   ขอเชิญที่ ThaiHVAC Webboard >>>


visit our sponsor
Click here to visit our sponsor

Copyright (C) 2000 ThaiHVAC.com  All rights reserved.
Last updated : 02-Nov-2002